ผู้หญิง

ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูง ! เตือนกลุ่มเสี่ยงเช็คสุขภาพ เลี่ยงอยู่กลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น

ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงในหลายพื้นที่ของประเทศ เตือนกลุ่มเสี่ยงเช็คสุขภาพตัวเองบ่อยๆ เลี่ยงการอยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น จากข้อมูลของศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) รายงานคุณภาพอากาศของวันที่ 10 เมษายน 2565 พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ในหลายพื้นที่ โดยภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 44 – 101 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตรวจวัดได้ 48 – 110 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก ตรวจวัดได้ 57 – 94 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตรวจวัดได้ 58 – 99 มคก./ลบ.ม. ซึ่งศกพ.ได้คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 พบว่าในช่วงวันที่ 10 – 12 เมษายน 2565 ควรมีการเฝ้าระวังสุขภาพ เนื่องจากสภาพอุตุนิยมวิทยาไม่เอื้อต่อการระบายของฝุ่นในพื้นที่ ประกอบกับสภาพอากาศที่นิ่ง การยกตัวของมวลอากาศต่ำ มีจุดความร้อนมีจำนวนมาก ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นละอองสูงขึ้น …

ผู้หญิง

อย่าสับสน ! แยกให้ชัด ระหว่างไข้เลือดออก และ COVID-19 อาการแตกต่างกันอย่างไร ?

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งอากาศร้อนและมีพายุ ส่งผลให้ฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ในหลายจังหวัดพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีการแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในการดูแลและเฝ้าสังเกตอาการของโรคไข้เลือกออกกับโรคโควิด 19 โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กควรดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กเล็กจะป่วยง่าย และเด็กในกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 19 หากพบว่าไม่สบาย มีไข้ ปวดเมื่อยร่างกาย ท้องเสียตรวจ ATK แล้วผลเป็นลบให้ระวังไข้เลือดออกร่วมด้วย อาการไข้เลือดออก จะมีไข้สูงลอยประมาณ 2-7วัน ผื่น หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง บางรายอาจมีถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือดถ้ารุนแรง อาจเห็นจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง มักไม่พบอาการไอหรือมีน้ำมูก หากหายใจลำบากหรือปอดอักเสบ แต่โควิด 19 จะมีไข้ต่ำถึงสูง ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ ไอแห้งหรือมีเสมหะ มีน้ำมูก หอบเหนื่อยหายใจลำบาก ปอดอักเสบในรายที่รุนแรง อาเจียน ท้องเสียมีในบางราย ไม่พบจุดเลือดออกตามผิวหนัง ผู้ปกครองควรสังเกตอาการหากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที สาเหตุของโรคไข้เลือดออก  เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ มี 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, …

ผู้หญิง

5 ผลไม้แคลอรี่สูงพุ่งปรี๊ดดด ! สาวไดเอทควรเลี่ยง ยิ่งทาน ยิ่งอ้วน

บทความนี้เราจะมาแนะนำให้สาวๆ หันมาใส่ใจและระมัดระวังการรับประทานผลไม้แคลอรี่สูง เพราะถ้าหากสาวๆ คนไหนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก และไม่ได้ระมัดระวังเรื่องนี้ จะส่งผลทำให้ลดน้ำหนักไม่เห็นผล และที่สำคัญผลไม้แคลอรี่สูงทำให้สาวๆ หุ่นพังได้แบบไม่รู้ตัวอีกด้วย ยิ่งถ้าหากรับประทานบ่อยๆ บอกเลยว่าจะยิ่งทำให้มีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  1. มะละกอสุก รู้หรือไม่ว่า มะละกอสุก จำนวน 1 ลูก กลับให้แคลอรี่แก่ร่างกายมากถึง 119 แคลอรี่ด้วยกัน สาว ๆ ที่รับประทานมะละกอสุกอย่างเป็นประจำหรือในปริมาณมาก ๆ ย่อมส่งผลทำให้น้ำหนักขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสาว ๆ หลายคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่นั้น ควรที่จะระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังคงมีหลายคนที่ให้ความใส่ใจไปกับการรับประทานมะละกอสุก เพราะเห็นว่ามะละกอมีวิตามินซีสูงนั่นเอง 2. กล้วยหอม กล้วยหอม จำนวน 1 ลูก มีแคลอรี่มากถึง 120 แคลอรี่ แต่คุณค่าทางโภชนาการนั้น กล้วยหอมกลับเป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งร่างกายควรจะได้รับต่อวันอย่างมากที่สุด อีกทั้งกล้วยหอมยังจัดได้ว่าเป็นผลไม้ที่ช่วยดูดซึมได้เป็นอย่างดี จึงส่งผลทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้อย่างยาวนาน แต่ถ้าหากมองทางด้านของปริมาณแคลอรี่ที่สาว ๆ จะได้รับ บอกได้เลยว่าอยู่ในปริมาณที่สูงมากพอสมควร การรับประทานกล้วยหอมเพื่อที่จะลดน้ำหนักให้เห็นผลนั้น จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเลยทีเดียวค่ะ 3. …

ผู้หญิง

ลดน้ำหนักด้วย 8 สมุนไพร สรรพคุณที่ทำให้ผอม ลดการสะสมของไขมันในร่างกาย

ดูเหมือนว่าอีกหนึ่งโภชนาการที่จะส่งผลทำให้สาวๆ ลดน้ำหนัก ได้ดี ก็คือ สมุนไพร ซึ่งประกอบไปด้วยสรรพคุณอย่างมากมาย วันนี้เราจะทำหน้าที่พาทุกคนไปพบกับ 8 สมุนไพรที่เป็นตัวช่วยในการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี แต่จะมีสมุนไพรชนิดไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย 1. มะนาว มะนาว ถือได้ว่าเป็นตัวช่วยที่สุดแสนจะสำคัญมาก ๆ ในการ “ลดความอ้วน” โดยตรง หลังจากที่คุณได้ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว อย่างแรกให้คุณทำการดื่มน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่นในปริมาณ 1 แก้ว ให้ดื่มอย่างเป็นประจำ เนื่องจากมะนาวจะสามารถทำหน้าที่ในการดีท็อกซ์สารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันที่มีอยู่ในลำไส้ได้อีกด้วย ส่งผลทำให้สาว ๆ สามารถขับถ่ายได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น และสามารถลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นั่นเอง 2. ขิง นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีส่วนช่วยทำให้คุณลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากขิงจะมีฤทธิ์ร้อนและมีสรรพคุณเด่น ๆ เกี่ยวกับการช่วยย่อยอาหาร ช่วยทำหน้าที่เบิร์นไขมันที่มีอยู่ในร่างกาย และยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย 3. พริกไทย การที่เราได้รับประทานพริกไทยจะส่งผลทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเผ็ดร้อน สรรพคุณที่ขึ้นชื่อของพริกไทยก็คือฤทธิ์ร้อนที่มีอยู่ในตัวสมุนไพรโดยตรง ซึ่งมีผลต่อระบบเผาผลาญไขมันที่นับได้ว่าเป็นส่วนเกิน และเมื่อร่างกายสามารถเผาผลาญได้เป็นอย่างดี ย่อมส่งผลต่อการ ลดน้ำหนัก ได้เป็นอย่างมาก 4. กระเจี๊ยบแดง อีกหนึ่งสมุนไพรไทยที่มีสีแดง แต่กลับมีคุณประโยชน์ที่ไม่แพ้ไปจากกลุ่มผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สักนิด เพราะกระเจี๊ยบแดงประกอบไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิดด้วยกัน …

ผู้หญิง

6 วิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา ลดปัญหาอาการตาพร่ามัวด้วยอาหารใกล้ตัว

การบำรุงสายตาด้วยวิตามินต่างๆ ถือว่าเป็นทางออกที่ดี หลายคนอาจจะลืมไปว่าวิตามินบำรุงสายตามีอะไรบ้าง และแหล่ง วิตามินช่วยบำรุงสายตา ได้จากอาหารประเภทใดบ้าง วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลดีๆ เหล่านี้มาฝากให้ทุกคนได้ศึกษาไปพร้อมๆ กัน 1. ลูทีน และ ซีแซนทีน ลูกทีนและซีแซนทีน มีส่วนประกอบที่มีความสำคัญที่พบอยู่บริเวณจุดรับภาพที่จอประสาทตา และบริเวณเลนส์ตา ทำหน้าที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายไป โดยจะมี วิตามินช่วยบำรุงสายตา และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้มีการศึกษาและค้นพบว่า ลูทีนและซีแซนทีนจะมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคประสาทตาเสื่อมได้ ซึ่งสามารถหาลูกทีนและซีแซนทีนได้จากผักและผลไม้ที่มีสีเข้มและสีเหลือง อย่างเช่น ผักโขม ข้าวโพด บรอกโคลี ผักคะน้าและจะพบได้ในไข่แดงอีกด้วย 2. สังกะสี สังกะสี จะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และจากการศึกษาค้นพบว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระในสังกะสีจะช่วยชะลอความเสื่อมของประสาทตาที่มีอาการอยู่แล้วให้เสื่อมช้าลง โดยแหล่งที่พบสังกะสีนั่นก็คือ ตับ เนื้อสัตว์ และหอยนางรม ที่ผู้คนทั่วไปมักจะเลือกรับประทานกันอยู่บ่อยๆ แต่ไม่รู้ประโยชน์ของมัน 3. วิตามินเอ วิตามินช่วยบำรุงสายตา อย่าง วิตามินเอ สำหรับวิตามินเอสูงจะอยู่ในอาหารจำพวกผักใบเขียว อย่างเช่น ยอดกระถิน ผักบุ้ง ตำลึง มะละกอ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังพบว่าวิตามินเอใน ฟักทอง มะม่วงสุก ตับหมู อีกด้วย สามารถเลือกรับประเลือกได้ตามใจชอบ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพตาเป็นอย่างมาก 4. วิตามินซี จาการศึกษได้ค้นพบว่า วิตามินซี …

ความรัก

6 ดอกไม้ ความหมายดี เตรียมเซอร์ไพรส์คนพิเศษในวันวาเลนไทน์

เป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก ก็คือ วันวาเลนไทน์ เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนแห่งความรัก หลายคนมักจะให้ความใส่ใจกับการจัดเตรียมของขวัญหรือทำอะไรเพื่อเซอร์ไพรส์คนรัก และแน่นอนว่า วันวาเลนไทน์มักจะมีช่อ ดอกไม้ ที่กลายเป็นสินค้าขายดิบขายดีเป็นอันดับต้นๆ แต่พอจะทราบไหมว่า ดอกไม้แต่ละสีนั้นกลับสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่จะสื่อความหมายอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย 1. ดอกกุหลาบ กุหลาบ จัดได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของวันวาเลนไทน์ หรือ เป็นสัญลักษณ์ของวันแห่งความรัก สีแดง มีความหมายที่สื่อได้ว่า แอบชอบ หรือ รักผู้ที่ได้รับดอกไม้ดอกนี้ สีเหลือง มีความหมายว่า ปรารถนาดี จริงใจ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สีชมพู มีความหมายคว่า ความรักที่อ่อนโยน โรแมนติก และความนุ่มนวล สีขาว มีความหมายว่า ความรักอันบริสุทธิ์ ความจริงใจที่มีให้เสมอมา และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน 2. ดอกลิลลี่ ดอกลิลลี่สีขาวหากมอบให้ในวันวาเลนไทน์ สามารถสื่อถึงความรักที่สุดแสนจะบริสุทธิ์ พร้อมทั้งยังสื่อถึงความหลงใหล เหมาะสำหรับคนที่กำลังจีบและดูใจกันอยู่ การให้ดอกลิลลี่ยังคงสื่อได้อีกว่า เธอคือคนพิเศษ นั่นเอง 3. ดอกทานตะวัน เปรียบเสมือนเป็นการฉีกกฎความจำเจ ใครที่ชอบความแตกต่างถือว่าตอบโจทย์ ส่วนความหมายสื่อได้ถึงความรักที่มั่นคง รักเดียวใจเดียว เปรียบเสมือนว่าคุณซื่อสัตย์ที่จะรักเธอแค่คนเดียว นั่นเอง 4. ดอกคาร์เนชั่น ดอกคาร์เนชั่นสีม่วง สามารถสื่อความหมายได้ถึง ฉันรักคุณแบบไม่มีวันลืม …

ผู้หญิง

กรมอนามัยเตือน ! กินเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เสี่ยงท้องร่วงและอาหารเป็นพิษ

กรมอนามัยเตือน ! ประชาชนที่นิยมกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงประกอบ อาหารแบบสุกๆ ดิบๆ หรือปรุงประกอบไม่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร เสี่ยงต่อการเกิด โรคท้องร่วง และ อาหารเป็นพิษ ประชาชนบางกลุ่มมักนิยมกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงประกอบอาหารแบบสุก ๆ ดิบๆ เช่น ลาบหมู ก้อยเนื้อ อาหารประเภทยำต่าง ๆ ที่มักจะรวนเนื้อสัตว์ พอสุกเท่านั้นแล้วใส่เครื่องปรุง และเน้นรสชาติที่เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด รวมถึงอาหารแปลก ๆ ประเภทที่ไม่ปรุงสุกไม่ผ่านความร้อน หรือโดยใช้ความร้อนในระเวลาสั้น ๆ เช่น กุ้งแช่น้ำปลา อาจทำให้ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคที่เป็นอันตราย และสารพิษหรือยาฆ่าแมลงตกค้างที่อาจก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ จึงต้องระมัดระวังในการบริโภคอาหารเป็นพิเศษ ก่อนนำมาปรุงอาหาร ต้องล้างน้ำให้สะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อโรคพยาธิ สารพิษ หรือยาฆ่าแมลง และปรุงให้สุกโดยใช้ความร้อนให้อาหารสุกอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ต้องสุกถึงข้างในและควรใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สะอาด มีการปกปิด ผู้ปรุงไม่ใช้มือหยิบจับอาหารปรุงสำเร็จโดยตรง สวมผ้ากันเปื้อน การเลือกซื้อวัตถุดิบอาหารควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ตลาดที่ได้มาตรฐาน ตลาดสด น่าซื้อ หรือหากเป็นอาหารปรุงสำเร็จให้เลือกซื้อจากร้านที่ได้รับป้ายสัญลักษณ์อาหารสะอาด รสชาติอร่อย หรือ Clean Food Good Taste ของกรมอนามัยรับรองเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในความสะอาดปลอดภัยได้เป็นอย่างดี สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับผู้หญิง …

ผู้หญิง

ยาแก้ปวด กินถูกวิธี ชีวิตปลอดภัย ใครบ้างที่ควรกินอย่างระมัดระวัง ?

ยาแก้ปวด มักเป็นยาที่ถูกใช้บ่อยๆ ในผู้ที่มีอาการปวดหรือมีไข้ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว การเลือกใช้ยาแก้ปวดนั้นจะต้องระวังเป็นพิเศษ เรามาดูกันว่ามีโรคใดบ้างที่ควรระมัดระวังในการกินยาแก้ปวด 1. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาพาราเซตามอลเป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ผู้ที่เป็นโรคตับควรระวังในการกินยาพาราเซตามอล เพราะอาจเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ เพราะอาจเกิดพิษต่อตับได้มากขึ้น 2. ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เป็นยาที่ใช้แก้ปวด ลดไข้ และสามารถบรรเทาอาการอักเสบได้ ควรกินยาหลังอาหารทันที แล้ว ดื่มน้ำตามมากๆ โดยผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด ผู้ที่มีแผลในทางเดินอาหารระยะเฉียบพลันผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง ผู้ที่อยู่ระหว่างการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หญิงมีครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้ ยาแก้ปวด ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ไม่ควรหาซื้อยามาใช้เอง ก่อนใช้ยาต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เกี่ยวกับผู้หญิง เคล็ดลับสุขภาพ

ผู้หญิง

6 อาหารที่คนเป็นโรคเบาหวานควรเลี่ยงเด็ดขาด !

สำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน สิ่งที่มีความจำเป็นที่ควรระวังอย่างมากก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของอาหาร เพราะอาหารบางชนิดจะมีโอกาสทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้อย่างง่ายๆ เราจึงได้มีการรวบรวม อาหาร 6 ชนิดที่ห้ามผู้ที่เป็นเบาหวานรับประทาน หากทางผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ยิ่งดีต่อ สุขภาพ มากขึ้นเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า อาหารชนิดไหนที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรรับประทานบ้าง 1.นมข้นหวานหรือนมปรุงแต่ง สำหรับนมข้นหวานหรือนมปรุงแต่งรสหวาน ถือได้ว่าเป็นอาหารที่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานต้องหลีกเลี่ยง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีปริมาณน้ำตาลสูง และยังรวมไปถึงถั่วเหลืองหรือนมอัลมอนด์ที่เติมน้ำตาล พร้อมทั้งยังมีโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวรสหวานก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเช่นกัน หากใครเป็นเบาหวานต้องห้ามรับประทานเด็ดขาด 2.ผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลสูง ถึงแม้ว่าผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานก็มีความจำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงผลไม้ที่รสชาติหวาน อย่างเช่น กล้วยสุก ทุเรียน มะขามหวาน ลำไย ละมุด ขนุน เนื่องจากเป็นผลไม้ประเภทที่มีน้ำตาลสูงเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานไม่ควรรับประทาน เพราะยิ่งรับประทานก็ยิ่งทำให้น้ำตาลภายในร่างกายเพิ่มขึ้นนั่นเอง 3.อาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลฟรุกโตส จัดได้ว่าเป็นน้ำตาลเทียมที่พบได้ในช็อกโกแลตหรือแยม ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ได้จากผลไม้ และให้สารอาหารเทียบเท่ากับน้ำตาล แต่ปกติแล้ว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะได้รับความหวานชนิดนี้จากการรับประทานผลไม้อยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนี้จะดีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง 4.อาหารไขมันสูง อาหารไขมันสูงที่อยากจะแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานหลีกเลี่ยง นั่นก็คือ อาหารประเภทไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ หมูสามชั้น กุ้งใหญ่ หอยนางรม ครีมเทียม เนย มันจากเนื้อวัว และน้ำมันมะพร้าว รวมไปถึงอาหารที่มีส่วนผสมของกะทิโดยตรง …

ผู้หญิง

8 วิธีระงับอารมณ์ “โกรธ” เมื่อเกิดปัญหา ช่วยลดอารมณ์ร้อนได้ไว

ปัจจุบันสังคมไทยเต็มไปด้วยคน อารมณ์ร้อน เอะอะๆ ก็ “กราบ” เพราะความอารมณ์ร้อน โกรธ จนไม่ลืมหูลืมตา และคิดว่าการ “กราบ” หรือการที่อีกฝ่ายยอมศิโรราบให้ จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว สิ่งที่ได้มีแต่ความสะใจเท่านั้น หากเกิดเหตุการณ์ทำให้ โกรธ แต่ไม่อยากแสดงความก้าวร้าว เพราะอาจบานปลายได้ ลองมาฝึกวิธีระงับอารมณ์กันดู 1.นับ 1 ถึง 10 เคยได้ยินไหมว่า เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง ถ้าเวลาทำให้คนอกหักกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ เวลาก็ช่วยให้เราใจเย็นลงได้เช่นกัน วิธีง่ายๆ คือ ก่อนที่เราจะเอ่ยปากด่า หรือเดินเข้าไปทำร้ายใครอย่างที่สมองสั่ง ลองบังคับตัวเองหายใจเข้าออกลึกๆ แล้วนับ 1 ถึง 10 ช้าๆ สติอยู่ที่ตัวเลขที่นับ ลืมคำพูด และความคิดต่างๆ ที่เข้ามาในหัวเมื่อกี้ออกไปทั้งหมด เหมือนกับการทำสมาธิ 2.ทำหูทวนลม ในระหว่างที่เรากำลังให้เวลาเยียวยา ปัดเป่าความ โกรธ อีกฝ่ายอาจยั่วโมโหเรามากขึ้นด้วยถ้อยคำ และการกระทำที่หยาบคายเพิ่มเติม ดังนั้นถ้าในสถานการณ์นั้น เราสามารถปิดหู ปิดตาได้ ให้ปิดให้หมด อย่าฟัง อย่าเห็นอะไรที่จะบันดาลโทสะเราเพิ่มเติม ตั้งหน้าตั้งตานับเลขไปก่อน 3.ทำอะไรให้ช้าลง เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น …